ไปดูมาวันก่อนนไดเติ้ลน่ารักดี... พอยิ่งรู้ว่าเป็น My sassy girl เอามาทำใหม่ ใจนึงก็อยากรู้ว่าเป็นไง อีกใจนึงก็กลัวทำได้ไม่ดีเท่าเรื่องเดิม... เอาเถอะถึงนางเอกจะน่ารักสูสีแต่ก็ยังสู้คนเก่าไม่ได้ (หรือว่าไง) แต่สำหรับพระเอกกินขาดเพราะหล่อกว่าคนเดิมอย่างแรง... (แต่เรากลับชอบพระเอกหน้าแบ้ๆแบบเกาหลีมากกว่าแหะ 555)
สำหรับเรื่องนี้ถึงจะโครงเรื่องคล้ายเรื่องเดิมแต่... การเล่าเรื่องและนำเสนอก็ต่างออกไปเหมือนกัน... ฉากของบอกว่าสวยมาก... อย่างอื่นต้องไปดูเอง... แต่เรื่องนี้ก็เรียกน้ำตาได้ฝนปลุยได้อยู่นะ ฮ่าๆๆ อะ อ่านเพิ่มเติมได้ข้างล่างเลย
ที่มาที่ไป
http://movie.mthai.com/view/16/25231-my_sassy_girl.movieMy Sassy Girl รีเมคจากภาพยนตร์เกาหลีเชื่อเดียวกันที่ทำรายได้ถล่มทลายในบ้านเกิดไปเมื่อปี 2001 ซึ่งหนังแหวกแนวเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงของหนุ่มมหาวิทยาลัยคนหนึ่งที่เขียนเล่าความรักของเขากับแฟนสาวลงอินเตอร์เน็ท
ผู้อำนวยการสร้าง พอล บรูกส์ เคยได้ยินชื่อหนังเกาหลีเรื่องนี้ แต่ตอนที่เขาอ่านบทฉบับอเมริกันของ วิค เลวิน และตอนซื้อมันมา เขายังไม่เคยดูหนังต้นฉบับ “ผมคิดว่าบทหนังดีมาก และผมได้ดูหนังต้นฉบับประมาณ 2 อาทิตย์หลังจากซื้อบทมา พูดตรงๆนะ ผมไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าควรดู เพราะหนังฉบับเกาหลีมันมีความแตกต่างทางวัฒนธรรมมากจากสิ่งที่เราอยากทำ ผมก็เลยลังเลที่จะสร้างมันนิดหน่อยในตอนแรก”
“การรีเมคหนังไม่ใช่ปัญหาหรอก ที่น่าเป็นห่วงคือการกำหนิดทิศทางอารมณ์ของหนังให้เหมาะสม โดยเฉพาะพลังระหว่างพระเอกกับนางเอก เพราะในหนังฉบับเกาหลีมันเฉพาะตัวมาก จนผมคิดว่าคงไม่เหมาะกับคนดูที่นี่เท่าไหร่ ฉบับนั้นนางเอกจะก้าวร้าวมาก ส่วนพระเอกก็เจี๋ยมเจี้ยมสุดๆ เราก็เลยต้องมาปรับเปลี่ยนเล็กน้อย ซึ่งเราโชคดีที่ได้เจซซี่กับอิไลช่ามารับบทนำ พวกเขาค้นพบจุดที่พอเหมาะพอดีในการแสดงที่จะทำให้ผู้ชมชาวอเมริกันรักตัวละคร”
บรูกส์รู้ว่าเขาต้องการผู้กำกับที่เฉพาะเจาะจงมากๆเพื่อมาสร้างสมดุลให้บทหนังของเลวิน คนที่เข้าใจความซับซ้อนของเรื่องราว และสามารถถ่ายทอดมันสู่จอหนังได้ โดยแสดงให้เห็นความสัมพันธ์อันซับซ้อนของตัวละครนำทั้งสองด้วยในเวลาเดียวกัน My Sassy Girl ไม่ใช่หนังโรแมนติคอเมดี้ทั่วไป เพราะฉะนั้นบรูกส์รู้ดีว่านี่ไม่ใช่งานง่าย แต่แล้วเขาก็นึกถึงหนังโปรดเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา นั่นก็คือ Love Me If You Dare ภาพยนตร์ฝรั่งเศสฝีมือผู้กำกับหน้าใหม่ ยาน แซมวล
“โดยทางอารมณ์แล้ว Love Me If You Dare มีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่เราอยากให้ My Sassy Girl เป็น” บรูกส์กล่าว “พระเอก-นางเอกในหนังทั้งสองเรื่องไม่ต่างกัน และผมเชื่อว่ายานเข้าใจสิ่งที่เราต้องการสำหรับ My Sassy Girl หนังทั้งสองเรื่องตีความความสัมพันธ์ของตัวละครอย่างไม่ธรรมดา ค่อนข้างแปลกแหวกแนว แต่คุณก็ยังคงรู้สึกได้ถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ เพราะฉะนั้นผมรู้ว่ายานเข้าใจความรักของชาร์ลีและจอร์แดน”
เช่นเดียวกับผู้อำนวยการสร้าง แซมวลสนใจ My Sassy Girl เพราะคุณภาพของบทหนังและความลึกของตัวละครหลัก ยานมองหาบทหนังที่ทำให้เขาตื่นเต้นพอจะกำกับเป็นเรื่องที่สองมาหลายปีแล้ว และเขาดีใจมากตอนที่ได้รับบทหนังเรื่องนี้จากบรูกส์ เขาชอบจอร์แดนกับชาร์ลี และความสัมพันธ์ของทั้งคู่ในทันที และกระตือรือร้นอยากกำกับเรื่องนี้มาก
อีกสิ่งหนึ่งของบทหนังที่ทำให้แซมวลสนใจก็คือความหลากหลาย หนังไม่ใช่แค่ตลกและโรแมนติค แต่ยังไปในหลายทิศทางในคราวเดียว “ตอนที่อ่านบท ผมรู้สึกได้ถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเทพนิยายกับความเป็นจริง” แซมวลกล่าว แก่นเรื่องทำให้เขาเชื่อมโยงกับบทหนัง “พรหมลิขิตคือแก่นของหนังเรื่องนี้ และหนังแสดงให้เห็นว่าพรหมเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่เราคอยเสมอไป และตัวละครคู่นี้ไม่รู้ว่าพวกเขาได้สร้างพรหมลิขิตขึ้น ซึ่งต่างจากคู่อื่นๆ สุดท้ายพวกเขาก็รู้ว่า ถึงจะวิ่งหนีพรหมลิขิตอย่างไร แต่ก็ยังต้องเดินตามมันอยู่ดี ซึ่งผมว่ามันเป็นสิ่งที่สวยงาม”
“ความรักคือการเผชิญหน้า” แซมวลกล่าว “เผชิญหน้ากับสิ่งที่คุณคิดว่าคุณเป็น สิ่งที่คุณเป็นจริงๆ และสิ่งที่คุณอยากเป็น กับคนที่คุณรักก็เหมือนกัน คุณรักในสิ่งที่เขาเป็นจริงหรือ หรือรักในสิ่งที่คุณคาดหวังให้เขาเป็น นั่นคือปัญหาใหญ่ของความรัก ความไม่สมบูรณ์แบบไงล่ะ คุณฝันถึงสาวสุดเพอร์เฟ็คต์แต่เธอกลับไม่เหมือนอย่างที่ฝันเลย ความแตกต่างระหว่างความฝันกับความจริงอาจเป็นสิ่งที่ดีและน่าหลงใหล และบางทีอุดมคติเรื่องความรักของคุณอาจจะผิดก็ได้ นั่นคือสิ่งที่น่าสับสน และเป็นเหตุผลว่าทำไมความรักกับการเผชิญหน้าจึงเป็นสิ่งเดียวกัน”
ทีมงานออดิชั่นนักแสดงวัยรุ่นหลายคนสำหรับบท ชาร์ลี และ จอร์แดน แต่ก็ลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าได้พบคู่รักที่ต้องการแล้ว เมื่อ เจซซี่ แบรดฟอร์ด และ อิไลช่า คัธเบิร์ท เข้ามาอ่านบท พวกเขาผ่อนคลายเมื่อแสดงด้วยกันและมีเคมีที่เป็นธรรมชาติ ทีมงานรู้ทันทีว่าอิไลช่าจะสามารถสร้างบุคลิกแปรปรวนของจอร์แดน พร้อมๆกับทำให้ผู้ชมชอบเธอได้ และพวกเขารู้ว่าเจซซี่คือคนที่เหมาะที่สุดสำหรับบทหนุ่มเจี๋ยมเจี้ยมอย่างเจซซี่ โดยไม่ดูอ่อนแอหรือเหยาะแหยะเกินไปเมื่อต้องเจอกับบุคลิกแข็งกร้าวของจอร์แดน
--------------------------------------------------------------------------------
ยัยตัวร้ายฉบับฮอลลีวู้ด
คัธเบิร์ทกำลังรอบทอย่างจอร์แดนอยู่พอดี เธออยากแสดงหนังคอเมดี้ แต่ต้องเป็นหนังฉลาดๆที่ตัวละครหญิงไม่ได้มีแค่มิติเดียว “ฉันอยากแสดงเป็นตัวละครที่ทำให้ฉันสามารถสำรวจลึกลงไปได้ ตัวละครที่ทำให้ฉันอยากค้นหาว่าอะไรที่รบกวนเธอ อะไรที่ผลักดันเธอ อะไรที่ทำให้เธอมีบุคลิกแปลกๆ แล้ว My Sassy Girl ก็เข้ามา ซึ่งตรงกับสิ่งที่ฉันกำลังมองหาอยู่พอดี ฉันอยากแสดงหนังโรแมนติคคอเมดี้ แต่ต้องเป็นหนังที่มีชั้นเชิง มีหัวใจ มีเป้าหมายและมีความหมาย My Sassy Girl มีทุกอย่างที่ฉันต้องการ ฉันอ่านบทแล้วรู้เลยว่านี่คือโอกาสที่ฉันจะสนุกไปกับตัวละครอย่างจอร์แดน และครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญของฉัน”
อีกสิ่งหนึ่งที่คัธเบิร์ทยังชอบความสัมพันธ์ที่จอร์แดนป็นผู้นำ “ฉันชอบดูหนัง และมีไม่กี่เรื่องหรอกที่ตัวละครหญิงบังคับตัวละครชายให้เดินไปในทางที่เขาพยายามหลีกเลี่ยง ฉันชอบที่จอร์แดนบุกรุกเขตปลอดภัยและทำลายเปลือกของชาร์ลี”
โจทย์ยากอีกข้อหนึ่งสำหรับคัธเบิร์ทก็คือ ทำอย่างไรให้ผู้ชมชอบจอร์แดน ตอนที่อ่านบท เธอชอบเรื่องราวมาก แต่ยิ่งอ่าน เธอก็ยิ่งเห็นว่าจอร์แดนมีบุคลิกที่ซับซ้อน ยากแก่การแสดงขนาดไหน เธอรู้ว่าถ้ามุ่งไปทางใดทางหนึ่ง คนดูจะไม่รู้สึกผูกพันกับตัวละคร กุญแจคือต้องรักษาบุคลิกแปลกๆของจอร์แดนเอาไว้โดยไม่ทำให้คนดูปฏิเสธเธอ “ฉันรู้ว่าตัวละครตัวนี้ก้าวร้าวมาก และฉันก็สงสัยว่าจะทำยังให้คนดูชอบเธอในฉากก้าวร้าวทั้งหลาย แต่ในที่สุดฉันก็พบทางสายกลาง คือถึงจะเป็นฉากที่จอร์แดนร้ายสุดๆ แต่เธอก็ยังอ่อนหวานและน่ารัก”
คัธเบิร์ทไม่ได้ดูหนังฉบับเกาหลี ไม่เหมือนทีมงานคนอื่นๆ ซึ่งเธอคิดว่านั่นช่วยให้เธอตีความและสร้างตัวละครของเธอเอง “ฉันเอาก๊อปปี้หนังกลับมาบ้านแล้วยืนมองซักพัก แล้วก็เดินไป แล้วก็เดินกลับมาใหม่ แต่ก็ไม่อยากเปิดดู ไม่รู้ทำไม” คัธเบิร์ทเล่า “แต่ต่อมาฉันก็เข้าใจว่า บทหนังเป็นสิ่งที่ฉันยึดถือในการแสดงเรื่องนี้ ฉันฝังใจกับสิ่งที่อ่านครั้งแรกและวางแผนการแสดงไว้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว และฉันก็ไม่อยากเลียนแบบการแสดงของใครด้วย ฉันรู้สึกว่าเรากำลังทำสิ่งที่แตกต่าง แม้ขณะเดียวกันจะเป็นสิ่งพิเศษก็ตาม สิ่งที่เป็นตัวแทนของหนังฉบับเกาหลี”
--------------------------------------------------------------------------------
นายเจี๋ยมเจี้ยมคนใหม่
เจซซี่ แบรดฟอร์ด ยอมรับว่าเขาไม่ได้อยากดังจากการเป็นพระเอกหนังโรแมนติคคอเมดี้ แต่ My Sassy Girl เป็นข้อยกเว้น “ถ้าพูดในแง่การทำงานแล้ว ผมไม่อยากแสดงหนังโรแมนติคคอเมดี้เยอะ ผมอยากทำอะไรที่หลากหลาย แต่พอได้อ่านบทเรื่องนี้แล้วรู้สึกว่ามันไม่เหมือนหนังโรแมนติคคอเมดี้ทั่วไป ผมรู้สึกว่าอยากมีส่วนร่วม มันน่าสนใจมาก สำหรับผม”
แบรดฟอร์ดสนใจว่าอะไรผลักดันการกระทำของชาร์ลี และทำไมคนอย่างเขาถึงหลงรักคนอย่างจอร์แดน นอกจากนี้อารมณ์ขันของบทหนังยังเป็นอีกเหตุผลที่ดึงดูดเขาด้วย “ผมชอบบทหนังมาก ผมว่ามันตลกดี ผมชอบที่ให้นักแสดงหญิงมีโอกาสได้ทำอะไรเพี้ยนๆ เหมือนคู่หูตลก มาร์ตินกับลูอิส น่ะครับ”
แบรดฟอร์ดยังพบว่าเส้นทางรักไม่ธรรมดาของชาร์ลีกับจอร์แดนนั้นนำไปสู่บทสรุปที่ฉีกแนวกว่าหนังโรแมนติคธรรมดาทั่วไป สิ่งที่เขาพบในบทหนังคือความพิเศษและความเฉพาะตัว ซึ่งความแปลกใหม่ของอารมณ์หนังนี่เองที่ทำให้เขาตกลงรับบทชาร์ลีในเรื่องนี้ “ชาร์ลีกับจอร์แดนคือคู่คนละขั้ว ชาร์ลีเป็นคนที่ธรรมดามาก ส่วนจอร์แดนเป็นอะไรที่หลุดโลก แต่ทั้งสองคนก็ดึงกันมาอยู่ตรงกลาง มันคือเรื่องราวความรักของสองคนที่พบกันเพื่อเดินทางสู่สิ่งที่ดีกว่าที่เคยเป็น เขาระวังตัวเกินไป ส่วนเธอก็ห่ามเกินไป แต่พอมาเจอกัน พวกเขาก็พบความพอดี ในท้ายที่สุด”
ก่อนเปิดกล้อง แบรดฟอร์ดกับคัธเบิร์ทไปทานข้าวกลางวันด้วยกันเพื่อปรึกษากันเรื่องหนังและตัวละคร “ผมบอกเธอว่า งานใหญ่ของผมคือการไม่ทำให้ชาร์ลีดูกระจ๋องเกินไป ส่วนงานใหญ่ของเธอคือการไม่ทำให้จอร์แดนดูร้ายและน่ารังเกียจเกินไป เราต้องทำให้คนดูชอบตัวละคร ถ้าชาร์ลีอ่อนแอเกินไป คนดูก็จะไม่ชอบ หรือจอร์แดนร้ายเกินไปคนดูก็จะไม่ชอบ เราสองคนรู้ว่าต้องหาทางทำให้มันสมดุลให้ได้”
--------------------------------------------------------------------------------
แนะนำตัวละครนำอีกตัว – เซ็นทรัลพาร์ค
เซ็นทรัลพาร์คเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของนิวยอร์กที่ My Sassy Girl ยกกองไปถ่ายทำ ทุกคนที่เกี่ยวข้องรู้สึกว่าเซ็นทรัลพาร์คจะทำให้อารมณ์ของ My Sassy Girl ออกมาอย่างที่ต้องการ ผู้อำนวยการสร้าง พอล บรูกส์ บอกว่า “ถ่ายทำในนิวยอร์กมันแพง ผมเกลียดประโยคนี้ เมืองนี้แทบจะเป็นตัวละครตัวหนึ่งในหนังเลยนะ” ผู้กำกับ ยาน แซมวล มีไอเดียชัดเจนว่าอยากถ่ายทำที่ไหน ยังไง “ในบทหนัง มีหลายฉากที่ระบุว่าเกิดขึ้นที่บาร์หรือร้านอาหาร แต่ผมคิดว่า จะมาถ่ายหนังที่นิวยอร์กทำไม ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมหมายถึง มันอาจจะเป็นคนละบาร์กกับฉากที่แล้ว แต่ยังไงมันก็เป็นแค่บาร์น่ะ” พอคิดได้อย่างนั้น แซมวลก็มุ่งหน้าทำสิ่งที่เขาต้องการทันที “นิวยอร์กเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว”
--------------------------------------------------------------------------------